pRemY's profilep r e m yPhotosBlogListsMore Tools Help

pRemY

Weather

Loading...

p r e m y

in every job that must be done... there' s an element of fun
Photo 1 of 19
More albums (40)
November 25

ปักกิ่งที่สุดของความหนาวดึ๋ย

ปี้ดดดดดดดดดดด ตอนนี้อยู่อาบู้
ยังจำได้ถึงความหนาวดึ๋ยของปักกิ่ง...
 
ลบสามองศา
 
ย้ำ
 
 
 
ลบ
 
สาม
 
องศา
 
 
 
 
 
 
ปี้ดดดดดดดดดดดดดด
 
แล้วไม่มีหรอกนะคะ ไอ้สิ่งที่เรียกว่าเสื้อโค้ทอะไรหนะ
ที่เคยเอาไปใช้ที่แคนาดาตอนนู้น
ใช้แล้วก็รู้สึกเหมือนไม่ได้ใช้
เพราะเค้าออกแบบมาให้ข้างหน้าแหกไปลำปาง
เดินไปแหกไป ไม่ได้เสริมความอุ่นเอาซะเลย เจ๊เลยไม่เอาไป หนักเปล่าๆ...
 
 
เชอะ
 
เริ่มแต่ต้นไฟลต์
ตอนแรกเราอยากสวอปไฟลต์นี้มาก ขี้เกียจบินเพราะใกล้พักร้อน
แต่พอไปมาก็ไม่เสียใจ
เพราะลูกเรือดีมากๆ มากกกกก ถึงมากที่สุด
 
ปล อีแอร์โดนตรวจความประพฤติรอบที่สี่อีกแล้วนะคะ
นึกว่าปีละสามครั้ง กะทำตัวชิลถึงสิ้นปี
โดนซะงั้นไฟลต์นี้....
 
เยี่ยมเป็ด โดนกันสี่คน ไม่รู้เอาเวลาที่ไหนมาประเมินหนักหนา
 
อยากรู้ว่าไอ้ที่ประเมินๆไป
เราต้องมานั่งคิดเรื่องที่ต้องพัฒนา คิดซะว่าปีละสี่ครั้ง
ต้องพัฒนาสี่เรื่อง ทำงานมาสี่ปี ปาไปสิบหกเรื่อง
 
ตกลงตรูไม่มีดีเลยเหรอวะ... งง
 
อยู่ไปยี่สิบปี คงฆ่าตัวตายเพราะความเครียดว่าความดีหามีไม่...
 
 
กลับมาเรื่องต่อ..
เจอร์น่ารัก ผู้จัดการอาหารดี (หลังจากไฟลต์ก่อนหน้านี่สองไฟลต์ ออกแนวประสาท
แต่ไม่เอามาเล่าออกอากาศ เพราะจำไม่ได้หนึ่ง ไม่อยากจำสอง ลืมสาม ..เอ่อ ได้ข่าวว่าเหมือนกัน)
ลูกเรือคนอื่นๆก้อดี
 
จริงๆแล้วมันอยู่ที่ผู้จัดการเครื่องจริงๆนะว่าจะสร้างบรรยากาศอย่างไรในไฟลต์นั้นๆ
ถ้าสร้างดี ลูกเรือบันเทิงเฮฮา ความสุขมันก็จะมา
แล้วก็จะแฮปปี้เวลาทำงาน ...จริงๆขึ้นอยู่กับสันดานลูกเรือด้วย
แต่ว่าอะนะ...
 
ไฟลต์ขาไป หกชั่วโมงสี่สิบห้านาที
ขากลับ เอาไปเลยจ้ะ 9 ชั่วโมง
 
โอโห้ แทบจะตบหอยขมกินไปสามกระบุง
ยาวได้อีก คาดว่าอีกแว้บจะปลูกมันฝรั่งปลอดสารพิษ
ส่งออกเมืองจีนแล้ว...
 
 
นานได้อีก
 
อ่าวเฮ้ย ขาไปไม่เล่าเรอะ
 
 
จริง ลืมอีกแล้ว
 
ขาไปก็ทำงานกันชิลๆ เพราะเวลาบินปกติ
แลนด์ที่ปักกิ่งปุ๊บ เปิดประตูเครื่อง
ลมหนาววี้ดป้าดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
 
นังแอร์ถึงกับระทวยกันไปตามๆกัน
 
หนาวม้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
 
โอ้โห ชีวิตนี้ไม่เคยหนาวดึ๋ยขนาดนี้มาก่อน
มันเข้าไปตั้งกะขา ...ขนแขนสะแตนอัพซะไม่มีดี...
ไอ้พวกกราวน์เค้ามีเสื้อหนาวแบบหนาๆ ไอ้เราดูแล้วก็อิจฉา
อยากจะกระชากมาใส่บ้าง
 
ไอ้พวกลูกเรืออย่างเราๆยืนรอกัปตัน
แทบจะกอดกันตายไปข้าง
 
ลบสามองศา...แม่เจ้า
 
 
เดินไปในสนามบิน ไม่มีคนเลย
ไม่แปลกใจ อากาศแบบนี้ นอนอยู่บ้านดีกว่าหวะ...
 
เมืองจีนเค้าก็คงความเป็นคอมมิวนิสต์ของเค้าได้นะ
ตึกเหลี่ยมๆตันๆ
 
ไฟลต์นี้ผู้โดยสารบางส่วนเป็นคนญี่ปุ่น
อยากจะบอกว่าถ้าเปิดรูทญี่ปุ่นละแกเอ๊ย แม่จะรีเคสมันทุกเดือนเลย
ไฟลต์ก้อดี แถมผู้โดยยังเริด มีมารยาท ไม่เรื่องมาก โอ๊ยชอบ
 
ต่างกับผู้โดยสารแถบนี้ดีจัง..(อุ๊บส์)
 
โรงแรมก็ยังเป็นโรงแรมเดิมที่คราวที่แล้วมากับป้านอร์ท
แต่ที่เสียใจมากคือ ประเทศจีนคะ
คุณรู้หรือไหมว่า ได้ทำลายความรู้สึกลูกเรือตัวน้อยๆอย่างดิชั้น
 
หากให้อินเตอร์เนทใช้แล้ว ใยจึงต้องบล็อคเฟซบุคด้วย!!
 
เค้าไม่ได้เล่นมาสามวัน
รู้ไหมว่าร้านอาหารชั้นเจ๊งบรรลัยพินาศขนาดไหน
ปลาชั้นไม่ได้รับสารอาหารแล้วจะเติบโตได้อย่างไร...
 
โกรธมาก.. ชิส์....
 
สั่งอาหารมากินที่ห้อง
คงเข้าใจว่าลบสาม ดิชั้นคงไม่ออกไปเดินซื้อเป็ดกินแถวตลาดหรอกนะ
มันหนาวเกินไป
 
ที่นี่รูมเซอร์วิสตลก
เอามาเสิร์ฟ กะเวลาให้ลูกค้ากินเสร็จ
แล้วก้อเริ่มปฏิบัติการโทรตามถาดอาหารทันที
 
ดิชั้นรับไปสองครั้ง
ครั้งแรก บอกไปว่ายังกินไม่เสร็จ
 
อ๊ะ โอเค สบายใจกินต่อ
 
อีกแว้บโทรมาใหม่
 
ป้าดดด
ป้าโมโหเกิด มันขาดแคลนมากนักเรอะ ซื้อมาแค่สามอันเหรอไง
จิกอยู่ได้
ชีวิตชั้นคงไม่ขโมยรถเข็นอุ่นอาหารของโรงแรมกลับหรอกไหม๊
 
ป้าเลยบอกไปว่าเดี๋ยวอั๊วเจี๊ยะเสร็จแล้วอั๊วโทรไปเอง
ลื้อไม่ต้องโทรมาแล่ว เข้าจายหม๊ายยยย
 
เค้าเลยเงียบหายไป
 
ค่อยยังชั่ว วันรุ่งขึ้นมาถามคนอื่นๆในไฟลต์
ปรากฏว่าโดนเหมือนกันหมด บางคนโดนไปเคาะประตูเลย
 
เราเริ่มเข้าใจว่ามันคงมีสามอันจริงๆหวะเฮ้ย....
 
ทำไมไม่ซื้อตุนเยอะๆหน่อยละนาย ฮ่วย
แล้วจะมาบังคับแขกให้กินเร็วๆเอาเรอะ...ไม่เข้าใจเลย
 
 
วันนี้บินกับกัปตันที่ขี้เก๊กที่สุดในโลกา ... จบ
 
นอกนั้น เรามาบันเทิงกับขากลับแทน
เก้าชั่วโมงเนี่ย ดิชั้นดีไซน์ไว้แล้วว่าจะทำอะไร
ทำเซอร์วิสกุบกิบสักสองชั่วโมง นอกนั้นไปนอน ฮ่าๆ
 
ความเป็นจริงนะเหรอ นั่งรากงอก ย้อยไปตาตุ่ม แม่งก็ยังไม่แลนด์สักที
เดินเข้าเดินออกไปดูผู้โดยหลับก้อแล้ว
เช็คส้วมก้อแล้ว
ไปเม้าข้างหลังก้อแล้ว
เล่นตลกกับเจอร์ก้อแล้ว
กินก้อแล้ว
 
วุ้ย ไมมันไม่ถึงซะทีวะ ขอลงกรุงเทพได้ไหมเนี่ย...
 
ตอนนี้ร่างกายยังปรับตัวกับอากาศที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
เดี๋ยวหนาวชิบเหมือนปักกิ่ง กลับมาร้อนสาดที่อาบู้ ...
ชาติที่แล้วก็มั่นใจว่าไม่ได้เป็นจิ้งจก
ใครมันจะไปปรับตัวทันกันค๊า......
 
ตอนนี้เลยเริ่มมีอาการหวัด น้ำมูกไหล สูดจมูกฟุดฟิด ฮือๆ เอาแล้วไง...
 
แต่ต้องขอย้ำว่าไฟลต์นี้สนุกจริงๆจ้ะ ...ลูกเรือดีจ้ะ ชอบๆ...
November 17

มหากาฬลอนดอน

ตั้งชื่อให้มันเว่อร์ๆไปงั้นแหละ
ปัจจุบันนี้ ทุกคนต่างหันเหไปให้ความสนใจกับเด็กน้อยชื่อน้องเฟซบุคกันหมด
เราต้องกลับมาประคบประหงมน้องเปซบ้างไม่ให้มันเหงาใจ
 
จริงๆเราชอบน้องเปซมากกว่าฮิห้าอีกแฮะ
มันลงรูปได้ง่ายสะดวกดาย
แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้มีรูปให้ลงอยู่ดี
งั้นปิดฮิห้าไปละกัน
น้องเปซนี่เราก็กลับมาอัพๆเค้าบ้างเดือนละครั้งสองครั้ง
ดูมีเรื่องราวดี
 
พล่ามอะไรอยู่เนี่ย
 
จัดได้ว่าช่วงเดือนหลังๆมานี่บินน้อยมาก
แถมเจอมรสุมเงินน้อยตามตารางบิน
บวกมรสุมการผ่อนบ้านที่เล่นเอาอ้วกแตกผิดแผนมากๆ
มาหลายเดือนแล้ว อารมณ์เสียมากมาย (ไม่มากหรอก คิดมากทำไมน่าเบื่อ)
 
เพราะฉะนั้น ดิชั้นไม่สามารถทำตัวเป็นอีแอร์สาวออกแรดทุกเดสทิเนชั่น
เหมือนอย่างก่อนๆได้อีกแล้ว
ไม่สามารถช้อปกระหน่ำวันละหมื่น (อ๊าว บางทีคนเราก็พลาดกันได้)
เหมือนเมื่อก่อนๆๆๆๆๆนู้น ทำวันเดียว จนไปสามเดือน....
 
ทุกวันนี้ต้องเลือกว่าเดือนๆหนึ่งจะออกไปเที่ยวไฟลต์ไหน
จำกัดสุดริด...
 
เดือนนี้หวยออกที่ลอนดอน
ไปกับแบงกมลฤดี สาวนัชดาเหมือนกัน
 
ตอนแรกเจอร์ที่ใส่มาในตารางคือทิลด้า ยายจิตป่วงที่ดิชั้นเคยโดนเรียกสแตนบาย
ไปบินเมลเบิร์นกับมัน แล้วมันเสื่อมมากๆจนทุกคนมองตากันนะแหละ
 
บอกไอ้แบงค์ไปแล้วก้อเซ็งอนาคตไม่อยากบินกับมันอีกเลยอะ
 
สวรรค์มีจริง อยู่มาวันนึงชื่อทิลด้าหายไป
แล้วไฟลต์ลอนดอนเราก็เว้นเจอร์
จนท้ายสุด เค้าใส่คาเรนมาให้
 
คาเรนที่นี่ดันมีสองคน คนหนึ่งดีมาก อีกคนหนึ่งนั้นดีกรีพอๆกับทิลด้าแหละ
ขึ้นชื่อเลยทีเดียว
 
ปัญหาคือ เราได้คนไหนเพราะเป็นโรคจำชื่อเจอร์ไม่ได้
 
ดวงยังดีว่า มาเช็คไปมาแล้ว คาเรนเราดี
แต่ดวงเราไม่ตรงกัน
เพราะก่อนบิน เค้าเปลี่ยนเจอร์
 
เป็นเจ๊จาน่า...
อารยธรรมจาก 767 เพื่อนเก่าไอ้แบงค์สมัยนั้น
แบงค์บอกว่ายายนี่ขี้เกียจเอาโล่
 
ขี้เกียจไม่ว่า ดีซะอีก จะได้ไม่ยุ่ง
คนนี้เค้าดันไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักสิ่งอัน
(มีคำที่แรงกว่านี้ที่สงวนไว้)
 
เฮ้อ... เซ็งตั้งกะอยู่ในห้องบรีฟแล้ว
 
ปรากฏเหนือฟ้ายังส่งฟ้ามา
นั่นคือ ผู้จัดการอาหาร ชาวอิตาลี่
ชื่อแอนเดรีย วันนี้ประกาศชื่อทุกสิ่งอันไปให้หมดๆเลย
จะได้รู้ๆกันไป
 
อีนี่มาด้วยแอตติจูดแบบรับไม่ได้แล้ว
สบถตลอด ขนาดชาติพันธ์มันไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่นะ
ยังสบถไฟแล่บขนาดนี้
ตอนแรกพยายามทำใจว่าสันดานคนชาตินี้เค้าเป็นแบบนี้กัน
 
ตอนหลังลมออกหูมาก จะด่ามันก้อด่าไม่ทัน
เพราะพอมันสบถเสร็จก็เดินสะบัดตูดหนีไปเลย
แม่ง วัยทองชัดๆ...
 
ขากลับ เกลียดมันมาก
เลยไม่พูดกับมัน
มาจิกอะไร แม่สวนกลับหมด แล้วเราถูกด้วย
เพราะก่อนทำเช็คมาหมดแล้ว
ทีนี้ต้องกลับมาขอโทษเราแทน เชอะ นังนี่นิ...
 
ข้ามสองเรื่องนี้ไป ไฟลต์นี้ดีมากเลยนะ
หมายถึงลูกเรือคนอื่น และกัปตัน
 
ไปลอนดอน จำเพาะว่าต้องเป็นวันอาทิตย์เนี่ย
กว่าจะไปถึงโรงแรมก็บ่ายแล้วไหม
กว่าจะออก ช้อปปิดห้าโมงเย็น
 
ตอนแรกจะไปเดินในเมืองสวยๆ
เพราะทำใจว่ามาคราวนี้จะขอสอยเข็มขัดพอล สมิธสักเส้น
แบงค์ก้อจะพาไป วางแผนกันไว้บนเครื่อง
มานึกออกตอนลูกเรืออังกฤษบอกว่าวันนี้วันอาทิตย์ ช้อปปิดไว
จบกัน
 
แล้วเป็นกันไหม พอไม่ได้ไปแล้ว อาการอยากได้มากจะกำเริบ
 
ดิชั้นเป็น เสียใจ
 
เพราะสุดท้ายแล้ว
เราสองก็กลับไปเดินถิ่นสาหรี่ปลิว
ลิตเติ้ลอินเดียหรือฮอนสโลว์
 
อีกแหละ เบื่อจะแย่
ไปแล้วก็รำคาญ เหมือนอยู่อาบู้
 
มองไปก็ขัดตา มองมาก็ขัดใจ
 
จะไม่มองเลย แล้วตรูจะเห็นทางได้ยังไง..
 
จะอุดหูไม่ฟังสำเนียงมัน ...เบื่อ
 
สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้อะไรกลับมาสักอย่าง
 
นอกจากท้องอิ่มจากบุฟเฟ่ต์อาหารจีน
และน้องแมคโดนัลด์ ที่หิ้วกลับมากินยามยากที่โรงแรม
โดยมีแบงกมล หอบข้าวของมานอนด้วย
เนื่องจากห้องเทอติดบันไดหนีไฟ
ในรูปแบบน่ากลัว เทอเลยตัดสินใจแล้วว่าจะต้องมานอนด้วย
เทอก็มาเลย น่ากลัวมากๆ..
 
จบลอนดอนแต่เพียงเท่านี้
ดูแล้วไม่เห็นมีอะไรน่าอัพ ก็เดิมๆ
 
แต่เดี๋ยวน้องเปซเค้าจะเหงาจิต
เลยเอาซะหน่อย..เชิ้บเชิ้บ
November 01

กัวลา ..สี่ปีต่อมา...

อีแอร์ไปกัวลาลัมเปอร์มาค่ะ
อยากจะบอกว่าเป็นกัวลาครั้งที่สองในรอบสี่ปี
ครั้งแรกหรอคะ ก็นู่นเลย ....สี่ปีก่อนเมื่อเริ่มบินใหม่ๆ
 
สิ่งเดียวที่จำได้คือโรงแรมเทรดเดอร์ที่ฮิโซมากๆ ห้องสวยหรูอลังการ
เรียกว่าเป็นโรงแรมที่เริดสุดเท่าที่เอทิฮัดเคยให้พักเลย
โลเคชั่นล้ำด้วยนะเคอะ เดินออกไปเจอห้างเลยทีเดียว
ป้าเดินแล้วแฮปปี้มากเพราะใกล้รองเท้าวินชี่ (ที่เมืองไทยราคาแพงตับนะค่ะ)
 
ตอนนี้ มันเปลี่ยนโรงแรมมาเป็นคราวน์ พลาซ่าแทนแล้ว
แต่ความอลังการของห้องมันไม่ต่างกันเลย ..กว้างใหญ่อลังพร้อมน้องอ่าง
อันโตบิ๊กเบิ้ม ...จนเราพร้อมกลายร่างเป็นน้องโลมาน้อยหรือวาฬยักษ์
ลงไปกลิ้งเกลือกนะแหละ...
 
อุ้ย ทำไมข้ามไปเรื่องโรงแรมก่อนละนั่น
 
กลับมาเรื่องไฟลต์
อันนี้เป็นไฟลต์ที่ลูกเรือดีขั้นเทพไฟลต์หนึ่งของปีเลย
ทุกคนน่ารัก เจอร์เริด กัปตันดี ลูกเรือดี
ทำให้รู้สึกแปลกๆไม่คุ้นชิน
 
ปกติแล้ว เมื่อสิ่งใดดี สิ่งอื่นต้องแย่
ไม่ต้องหวังว่าทุกคนจะดีมาก
ปกติจะมีเลวมาก แจมอยู่ในทุกไฟลต์
 
อันนี้เริดมากทุกสิ่งอัน คุยกันเฮฮามาก
ลืมบอกไป ดิชั้นบินกับไอ้นก ...หรือแฝดพี่ของดิชั้นเอง
 
คราวที่แล้วจะบินกับมัน แต่ดิชั้นชิงลาป่วยไป
ทุกวันนี้มันยังก่นด่าดิชั้นอยู่
พร้อมแช่งสารพัดว่าห้ามป่วยหนีมัน
 
ไม่อยากจะบอกว่าใครจะป่วยยะ นี่มันกัวลานะ
เชอะ
 
บนไฟลต์ ดิชั้นเป็นครัวชั้นธุรกิจ
ไอ้นกเป็นนางพญาชั้นประหยัด จึงไม่ได้ทำงานด้วยกัน
แต่มีการเดินไปทักทายตบไหล่ตบตูดกันตลอดเวลา
นี่รวมถึงลูกเรือชั้นอื่นๆคนอื่นๆด้วย
นี่มันอะไรกัน ขบวนพาเหรดมาทำงานหรอะ
 
ผู้โดยสารก้อนะ ส่วนใหญ่ก็กัปตันสายการบินนี้
ที่บินกลับไปบ้านอะแหละ
สรุปว่าตั๋วไม่ได้มีไว้ขายคนอื่นชิมิ...ขายกันเองอยู่แถวนี้แหละ
 
ไปถึงกัวลาเวลาอุบาทว์มาก บ่ายสอง
กว่าจะให้ผู้โดยออก กว่าจะเคลียร์เครื่อง
กว่าจะรถติดวินาสสันตะโร กว่าจะถึงโรงแรม
ล่อไปบ่ายสี่ มันจะออกไปไหนได้ละนี่
 
ถ้าอ่านจากสเปซที่แล้ว
จะเข้าใจสังขารอีแอร์ยุคปัจจุบัน
แต่ทริปนี้เรามองตากับไอ้นกปริบๆ
แล้วต้องถอนใจทำตัวเด็กด้วยการออกเลย
ไม่งั้นจะเสียเวลามาก
ป้าอาระบิคที่ทำงานกับดิชั้นเมื่อรู้ว่าเราสองจะออกเลย
เพราะไม่งั้นร้านรวงมันจะปิดหมด
ถึงกับอุทานว่า "อู้ว ชั้นต้องเป็นลมคาห้างแน่ๆ"
 
ไม่อยากจะบอกว่า กรูก็ว่างั้นเหมือนกัน ...
 
เมื่อถึงห้องที่อลังการดังบอกไปแล้วต้นเรื่อง
ดิชั้นอดไม่ไหว ไหนๆก้อไหนๆ
แช่น้ำอาบ ทำบับเบิ้ลบาธเล่นละกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ดิชั้นลงไปสายกุบกิบเลยค้าบ
 
วันนี้หลินจะมารับไปกินข้าวและเดินห้างตามประสา
 
เมื่อไปตามท้องถนน สังเกตได้ว่าเมืองเค้ามันจะเจริญทางวัตถุมากๆ
ตึมรามบ้านช่อง มันเป็นแข็งๆไปหมด
อธิบายไม่ถูก แต่รู้สึกว่าเป็นเมืองที่เจริญเร็วเกินกว่าจิตใจคน
คนไม่ค่อยมีน้ำใจ รีบๆเร่งๆ
คล้ายกรุงเทพ แต่เป็นแบบที่แย่กว่า
เพราะกรุงเทพมีความเป็นเมืองเก่าและทันสมัย
ถึงจะพุ่งทยานไปแต่ก็มีมุมโบราณหนะ
 
บอกไม่ถูก ...
 
เอ๊ะ ฟังดูมีหลักการที่ไร้เหตุผล
 
หลินพาเราไปที่ไชน่าทาวน์
แต่บ้านนี้เมืองนี้ ไชน่าทาวน์แม่งมีแต่อินเดียค่ะพี่น้อง
ไกด์หลินบอกว่าไชน่าทาวน์ไม่ค่อยมีคนจีน
เพราะว่าเค้าเปิดให้เช่า เลยกลายเป็นว่าไชน่าทาวน์เมืองเช่า
ที่มีแต่อินเดียๆๆๆๆๆๆ
มองไปมองมาเหมือนไม่ได้ทำไฟลต์มาหรอก
เหมือนอยู่อาบู้หนะแหละ....
 
แต่ว่า ร้านที่จะแนะนำวันนี้คือร้าน big mouth ..ที่มีรูปตาแป๊ะเป็นโลโก้
บะกุดเต๋อร่อยมากมาย...
ไม่นับอาหารอื่นๆที่เราสั่งมาอย่างหิวโฮก
ทุกสิ่งอันแสนอร่อย
ป้าฟาดกันเรียบ กินกับข้าวพร้อมกระเทียมสับพริกสับใส่ซีอิ๊ว
ปากเหม็นไปถึงไหหลำเลย
 
หลังจากอิ่มกันอ้วกแล้ว
หลินพาเดินไชน่าทาวน์ ที่เต็มไปด้วยกระเป๋าของก๊อป
ในรุ่นมหัศจรรย์ที่ตามติดช้อปกันมาเลย
ในสีสันนับหมื่นสีที่แม้แต่ช้อปยังคิดไม่ได้เลยมั้งนั่น
ทุกคนมีวิธีการขายที่อุบาทว์มาก
บ้างจะลากเข้าร้าน บ้างยืนเมี้ยนพวกตรู สันดรเอ๊ย...
 
เดินไปเดินมาเจอร้านน้องชานมไข่มุก อยากกิน
เลยขอเงินหม่ามี๊นก (เพราะดิชั้นไม่ได้แลกเงินมาค่ะ
ทริปนี้ยืมเจ๊เค้าตลอดแหละ)....
 
แต่หม่ามี๊นกอิ่มอ้วกจะแตกแล้วกินไม่ไหวเลยสมัครใจยืนดู
และดูดไปหนึ่งอึ๊กตอนเราบังคับ
 
แต่พอดิชั้นกินไปเยอะๆเข้าแล้วมันเข้าใจอารมณ์ไอ้นก
หลินเลยมีลูกทัวร์จุกอ้วกสองคนเดินตามช้าๆ
เพราะไม่สามารถเดินเร็วกว่านี้ไหว ของในไส้จะทะลักออก
 
จากนี้ไปเราจะไปเยือนห้างที่ชื่อคล้ายพาราก้อน...
เพื่อไปสักการะรองเท้าวินชี่
 
ดิชั้นทำการสักการะน้องรองเท้าโลฟเฟอร์ (แบบส้นแบนไว้
เดินช้อป คล้ายๆของทอดด์หนะ) ของวินชี่ พลัส
นัยว่าเป็นยี่ห้อไฮขึ้นของวินชี่ ราคาเลยแพงกว่าเท่านึง
แต่ก็ยังตกหลักพันต้นๆบาทนะคะ....
 
ไอ้นกนั่งมองดิชั้นลอง และเวิ่นเว้อว่าเอาสีอะไรดีอยู่นาน
แล้วจู่ๆชีก้อบอกว่า ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องมีสีขาวเบอร์แปด
 
ไอ้เราถึงกับเหวอ
การดูผู้อื่นลองทำให้ชีบรรลุถึงธรรมกันทีเดียว.....
 
วันรุ่งขึ้น เราต้องตื่นบ่ายสี่กว่าๆเพื่อทำไฟลต์กลับ
ก็ไม่มากไม่มาย ..ทั้งเราทั้งนก
ตื่นมาตรงเวลานั้นเลย
เรียกได้ว่านอนเก็บอัพเพราะการเดินเมื่อวานตามวัย
วันทั้งวันไม่ตื่นไปไหนไม่กินอะไร นอกจากสิ่งอันที่ซื้อมาเก็บไว้...
 
บนเครื่องก็เหมือนเดิม
ที่ไม่เหมือนคือเรามี VVIP เป็นคิงของมาเลย์นั่งมาด้วย
เพราะท่านจะเสด็จไปงาน F1 ที่อาบู้เชิญ
 
ป้าดดดดดดดดดดดดด
แต่ถึงยังไง เราก็ไม่เกร็งเท่าหากเป็นพระราชวงค์ไทยเสด็จหรอก
ทำตัวมิใคร่ถูก
 
ขากลับที่เหลือก็เหมือนขาไป ...ลูกเรือดีก้อเม้ามันกันไป
 
จบข่าวกับกัวลาหมดแรงแต่เพียงเท่านี้
 
October 23

ฤาว่าตรูจะแก่ขึ้นนนน

ขออัพด้วยความพิศวงงงงวยของชีวิต
เมื่อผ่านพ้นการบินมาได้ อ๊ะ..สี่ปี
 
วงจรอุบาทว์ก็เกิดขึ้นกับชีวิตเรา
 
เป็นเพราะอายุมากขึ้น หรือว่ากำลังวังชามันลดน้อยลง
หรือว่าเพราะไปมาหมดแล้ว (ชิส์ไม่จริงสักหน่อย) หรือว่าอะไรก็ตามแต่
ปีนี้เป็นปีที่เที่ยวไม่สนุกเอาซะเลย..
 
(สงสัยมัวแต่ไปผ่อนบ้านดูบ้านซ่อมบ้านซะมากกว่า)
 
ปกติแล้ว เมื่อเริ่มบินแรกๆ ดิชั้นและผองเพื่อนเที่ยวกันระนาวนม
ไม่มีทริปไหนไม่ออก
การออกของเราคือ แลนด์ตอนเช้าปุ๊บ
จัดไปอย่าให้เสีย เก็บของออกเที่ยวทันที แล้วค่อยดึกๆกลับมาเอาหัวลงหมอน
สลบไป เพื่อที่จะออกเที่ยวใหม่ในวันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่เหมือนเดิม..
 
ไม่มีการเสียเวลาด้วยการขอนอนก่อนออกเด็ดๆ
 
เวลาผ่านไป...
 
ปัจจุบัน ณ กาล...
 
ต่อให้เป็นไฟลต์กรุงเทพ ที่รู้ๆกันอยู่ว่ามีเวลาแค่ 24 ชั่วโมง
หาใดจะยอมเสียเวลาเพื่อการนอน เราต้องใช้เวลาน้อยนิดให้คุ้ม
มาที ไปมันสารพัดทิศ เล่นเอาเพื่อนฝูงงงงวยมากว่าจะไปไหนกะหนักกะหนา..
 
ชิส์ ทำไม่ได้แล้วย่ะ
ตอนนี้แลนด์ปุ๊บ ป้าต้องขอเอนกายสัก 1-2 ชั่วโมง เพื่อต่ออายุสังขารให้อยู่รอดไปวันๆ
แล้วไม่ต้องพูดถึงการใช้ชีวิตหัวหกก้นขวิดเช่นกลับมาเที่ยงคืนเพื่อตื่นตีสี่เด็ดขาด
ไม่มีวันนั้นแล้วละ
นับไปเลยว่าป้าต้องนอนแปดชั่วโมง ไม่งั้นฟังก์ชั่นสมองจากที่ไม่ทำงานเต็มร้อยอยู่แล้ว
จะเหลือแค่สามสิบ...อนาจจิต...
 
ตอนแรกนึกว่าเป็นอยู่คนเดียว
แต่จากการทำวิจัย สัมภาษณ์คนเที่ยวเป็นน้ำเหมือนเราๆมาหลายคน
ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า จริง กูยอม..
ไม่สามารถแล้วจริงๆ...
 
สงสัยจะแรดมากเกินไปตอนบินใหม่ๆ..
ตอนนี้กำลังวังชาดับสุญ
มีที่ไหน บินเมล์เบิร์น พัก 30 ชั่วโมง
ป้านอนไปก้อ 24 ชั่วโมงแล้ว เรียกว่าสลบกันตั้งแต่หัวเครื่อง
ยันท้ายเครื่องกันเลยทีเดียว
 
เฮ้อ....เศร้าหวะ...
มาอัพให้เจ็บปวดเล่นๆแล้วก็จากไปอย่างสงบ...สวัสดี
September 27

ชีวิตว่างๆ

จริงๆไม่รู้จะอัพเดตอะไร
ชีวิตช่วงสองสามเดือนนี้มันเหมือนเดิมๆ
 
บินๆ หยุดๆ ว่างๆ กลับบ้านๆ
หาเงินผ่อนบ้าน แต่งบ้าน ไปเดินงานเฟอร์นิเจอร์
เดินไอเคียที่อาบู้ เดินบุญถาวรที่กรุงเทพ
เจอได้ประจำที่โฮมโปร คาร์ฟูร์ เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ
เพราะมันอยู่ตรงข้ามบ้านนี่นา...
 
สยามไปนานๆที
แล้วก็ตะลึงกับความรวยของคนสมัยนี้ ...
มีฐานะกันจริงๆ เดินสยามพาราก้อนเหมือนเป็นที่ชูของแต่งตัว
แบรนด์กันหัวจรดเท้า..
 
เดินแล้วรู้สึกจนหวะ ออกดีกว่า
ไปเดินฝั่งสยามแทน
อันนี้รู้สึกแก่แทน
 
ชีวิตตู กลับไปเดินแถวแจ้งวัฒนะเหมือนเดิมก็ได้ฟระ
อันนี้ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย รุสึกอยากไปสยาม ฮ่าๆ
 
เอายังไงดีกับชีวิต
 
ตอนนี้กำลังสั่งทำครัวอยู่
บ้านหนูจะมีครัวแล้ว
หลังจากดูลาดเลามาทั่วราชอาณาจักร
การแต่งบ้านสมัยนี้ ห้องนึงก็ปาไปไม่รู้เท่าไหร่
สามแสนแต่งไม่อยู่เลยนะ
 
ค่าครัวนี่ ดูมาหลายที่ ไอ้ที่สวยหนะ แพงหูฉี่ (เล็ดเลย)
ครัวปูน ก็เชย เชยแบบ ไม่ไหวแล้ว
ให้ทนยังไงก็ไม่ไหว ไอ้เรา ดีไซน์มาก่อน
 
ครัวปูนสวยๆของบุญถาวร นั่นก็ปาไปราคาเท่ากับครัวนำเข้าไฮโซกันเลยทีเดียว
 
ครัวธรรมดากุบกิบ ก็ไม่งามพอ
 
เรื่องมากมากเรื่อง
จนสุดท้าย
เจอครัวลดราคา บวกกับมีผ่อน 0%
ไม่พูดนะ ครัวมีผ่อน
 
จริงๆดิชั้นไม่ใช่สาวกเงินผ่อนนะคะ
มักคิดเสมอว่าจะผ่อนทำไมในเมื่อมีจ่ายเต็ม ก้อควรจะจ่ายไปให้หมดหนี้ซะ
แต่ตอนนี้ รู้สึกว่าภาระผ่อนบ้านมันเอาชีวิตดิชั้นไปหมดแล้ว
ผ่อนได้ก็ต้องผ่อน
ทนๆไป ปีสองปีคงดีขึ้นมากกว่านี้....
 
แฮปปี้
เดือนที่แล้วกลับบ้านสนุกมาก
เดือนหน้าก็ยังกลับบ้านอีก
เดือนต่อไปก็กลับบ้านอีก
วู้ๆ...ค่อยแฮปปี้ขึ้นมานิดหน่อย...
 
จบการอัพไร้สาระแต่เพียงเท่านี้
ขออภัยที่ไม่มีเรื่องไปเที่ยวอะไรมาอัพอีกต่อไป
เพราะคิดว่าคงไม่ได้เที่ยวไปอีกนาน...
อาจจะเป็นทริปงานแต่งหวานที่สมุยปีหน้านู่นเลยแหละ....
แป่วววววววววววววว
August 27

ปวดตับ...

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อัพสเปซ
 
ประการแรก.. มัวแต่ไปเห่อกับบ้าน
 
ประการสอง...ติดเกมเฟซบุคงอมแงม งอมแงมเป็นเด็กเสียคน
ปลูกผักไปวันๆ จิ๊กผักจากฟาร์มเพื่อน ทำร้านอาหาร.... บ้าบอคอแตกทำควิซไปวันๆ
 
ประการสาม... เหนื่อยใจกับที่นี่ ได้ยินข่าวแต่ละเรื่องทำให้ขวัญและกำลังใจในการ
ทำงานต่างแดนมันหดลงไปเรื่อยๆทุกทีๆ แต่รุ้สึกว่าปีนี้มันยิ่งกว่าปีก่อนๆที่ผ่านมา
 
ที่ผ่านมาเราอาจจะเป๋ไปบ้าง ไม่อยากทำงาน งอแง
ทั้งหมดทั้งปวงมันเกิดจากตัวเรา ด้วยอารมณ์ขนาดนั้น อาจจะไม่อยากบิน
เบื่อ หรือกลับมาจากพักร้อนแล้วแป่วใจ ไม่อยากทำงาน
 
แต่ตอนนี้ มันกลายเป็นว่ามาจากปัจจัยภายนอก
ปัจจัยจากบริษัท
 
 
.... ไม่รู้ว่าทำไม ทำไมเค้าไม่ดูแลลูกเรือเลย
 
ไม่ได้หมายถึงด้านสิ่งของ
ที่อันนี้ต้องยอมรับว่าเค้าดูแลดีในระดับหนึ่งของการทำงานต่างบ้านต่างเมือง
มีที่อยู่มี่น้ำไฟใช้ฟรี
 
แต่ในเรื่องของจิตใจ...
 
ไม่รู้สึกเลยว่าบริษัทซัฟพอร์ตเรา...
ไม่รู้สึกเลยว่าเค้าใส่ใจลูกเรือ
ไม่รู้สึกเลยว่าเค้ายังเห็นเราเป็นคนที่ทำงานให้เค้าอยู่....
 
ยิ่งตอนนี้ ข่าวลือต่างๆนานาที่นับวันยิ่งแต่จะทำให้เรายิ่งรู้สึกดาว
ลงไปเรื่อยๆ......
 
 
 
 
เมื่อก่อนตอนจอยใหม่ๆ คิดไว้ว่าจะต่อสัญญาสักสองสัญญา
ประมาณหกปี...หนะแหละ
 
ถ้าย้อนกลับไป วันนี้ บริษัทดูแลลูกเรือเหมือนตอนนั้น
มันจะไม่เป็นปัญหาเลย
 
 
 
 
ตอนนี้รู้สึกแย่มาก ยังสนุกกับการบินอยู่
แต่ไม่รู้สึกคึกคักที่จะขอไฟลต์ไปบินนู่นนี่เหมือนแรกๆ
รู้แค่อยากขอแค่วันหยุด ที่ได้จะกลับไปบ้าน พักใจ...ทุกเดือนๆ
แต่สิ่งแวดล้อมรอบตัวมันแย่ลงเรื่อยๆ....
 
ไม่ได้หมายถึงลูกเรือด้วยกัน
 
แต่หมายถึงสภาพจิตใจลูกเรือที่แป่วลงๆ เรื่อยๆ...
 
เพ้อเจ้ออะไรอยู่เนี่ย...
 
แค่อยากบอกไว้ว่า...
มันจะยิ่งรู้สึกแย่ไปกว่านี้ได้อีกไหม... แย่จริงๆ
 
แย่มากกกกกกกกกกกกกกก
 
 
August 05

ฟัก (แฟง) เอทิฮัด

โอ้ว มันส์หยดตึ๋งๆเลยนะคะพี่น้อง
 
ก็น้องไฟลต์เมลเบิร์นของดิชั้นหนะสิ๊...
 
ขาไปไม่เท่าไหร่ ขากลับมีประวัติให้จดจำ
ด้วยแม่ชะนีนางหนึ่ง เป็นชะนีเลบานอน
สุดเท่ด้วยการแบกสมบัติทั้งตระกูลรวมทั้งสิ้นกระเป๋าห้าใบ
 
บ้าหอบฟางแบกขึ้นมาบนเครื่อง
ไอ้เราก็สงสัยกันว่ากราวน์ปล่อยขึ้นมาได้ยังไง
คราหลัง จึ่งได้รู้ว่า น้องชะนีนางนี้ ทำฤทธิ์เดชด้วยการกรีดร้อง
ตะโกนก้องฟ้าให้ได้ยินไปทั่วหย่อมหญ้าแดนเช็คอิน
ทำให้เหล่ากราวน์จนปัญญาเลยปล่อยมันขึ้นมา
 
(ทำไมไม่ออฟโหลดมันไปซะ ยังเป็นปัญหาคาใจอยู่)
 
ขึ้นเครื่องมาก็ลำบากชาวบ้านชาวเมืองต้องช่วยชียกของชี
ไปไว้ที่ ที่ดันจะต้องเป็นสุดหล้าฟ้าเขียว แถวสุดท้ายของชั้นประหยัด
 
ชีเริ่มร่ำร้องอยากอัพเกรด ด้วยเหตุผลงายๆว่า ก็อยากนั่งชั้นธุรกิจอะ
ทำไมหรอ...
 
(กรณีนี้เหมือนตอนไฟลต์ขาไป กระทาชายฝรั่งสองนาย
เดินผ่านชั้นหนึ่ง เกิดกิเลสท่วมหัว
เดินกลับมาถามดิชั้นที่ยืนบอร์ดผู้โดยสารอยู่ที่ชั้นหนึ่งว่า
อยากขออัพเกรด ไม่ทราบไฟลต์เต็มไหม ปู้ดๆป้าดๆปาทังก้าปาทังกี้
 
ต้องตอบว่าอะไรคะ อย่างนี้ ช่างกล้านัก
เค้าจ่ายเงินกันตูดละสองแสนสามแสน
อีนี่จ่ายมาไม่กี่หมื่นจะมาขอนั่งง่ายๆ ป้าดดดดด)....
 
กลับมาที่น้องชะนี
ที่ต่อไปขอตั้งชื่อว่า น้องมะนาว
 
น้องมะนาวก็ผิดหวังไป เพราะใครจะให้น้องมะนาวมานั่งในที่ที่น้องมะนาวไม่ได้
ออกกะตังสักกะแดงเยี่ยงนี้
 
แค่น้องมะนาวเอากระเป๋าขึ้นมาออกดอกออกผลแพร่พันธ์บนเครื่อง
ก้อถือว่าเป็นผลบุญยิ่งแล้ว
 
ต่อไปน้องมะนาวเริ่มออกความเป็นมะนาวดอง
เพราะเริ่มใช้ลูกเรือที่ช่วยแบกกระเป๋าไปให้
จิกเรียกว่า girl, put my bag up there!
 
โอ้ววว น้องมะนาว ....
 
พอเครื่องขึ้นน้องมะนาวได้อาหารก่อนคนอื่น
เพราะว่าดันนั่งติดครัว เค้าเอาถาดมาประเคนให้ถึงที่
น้องมะนาวเลือกปลา
แต่พอชิมรสแล้วไม่ถูกโฉลก
น้องมะนาวขอเปลี่ยน
 
แต่น้องมะนาวก็ต้องโมโหเกิดเพราะว่าชาวบ้านทั้งลำ
ยังไม่ได้กินเลย อาหารไม่พอ เลยต้องขอให้น้องมะนาว
รอให้คนอื่นได้กินก่อน ถ้าเหลือจะเอามาให้
 
น้องมะนาวโกรธ
 
โอ้ว ลืมบอกไปว่า จุดแรกที่น้องมะนาวเดินมาขึ้นเครื่อง
น้องมะนาวบ่นเป็นภาษาอาระบิค สั้นๆง่ายๆ ว่า
 
"ฟัก เอทิฮัด" ..
 
เหล่าลูกเรือเริ่มงงว่าน้องมะนาวหลุดจากเข่งนี้เค้าเป็นอะไร
ยังไม่ทันขึ้นเครื่องก็เริ่มเผยโฉมหน้า
(กุเรปันเพศหญิงวัยเยาว์)...
 
จากนั้น น้องมะนาวเริ่มก่นด่าทุกคน
เช่น CS, รวมไปถึงเจอร์
 
ว่า bitch ...
 
 
โอ้วววววววววววววววว
 
 
มะนาวผลนี้มันช่าง... จริงๆ
 
มีลูกด้วยนะ
สงสารลูกที่มีแม่แบบนี้จริงๆ
 
เฮ้อ......
 
พอกับเรื่องน้องมะนาว
ไปนอนก่อนละ มัวแต่เม้าเรื่องน้องมะนาวกับลูกเรือคนอื่นๆ
เหนื่อยจังเล้ย
July 26

เมื่อเข้าอยู่จริง ...กับบ้านน้องโม กับน้องเหมียวเผือก

อิอิ คริคริ ...
ข้าพเจ้าได้ทำการพักร้อนเสร็จสิ้นกิจของสงฆ์
ขอจารึกไว้ว่า นี่คือการพักร้อนครั้งแรก หรือการกลับเมืองไทยครั้งแรก
ที่ดิชั้น มิได้ย่างกรายเข้าไปเขตแดนสยาม ไม่ได้ไปตรวจกิจการพาราก้อน
ไม่ได้ไปเดินกรุบกริบตอนกลางคืนแถบสยามเพื่อช้อปของเซลล์
 
วู้ปี้วู้ปี้นะคะ
 
เหตุเพราะ เมื่อกลับไปวันแรก ได้ทำการแจ้งย้ายบ้านไว้กับ
บริษัทรับย้ายของ จะให้เรามายกของเองแหงกๆก็ไม่ไหวนะคะ
หนักเกิน แถมหลังแอ่นระแน้จากการทำงานที่นี่มากเกินไปแล้ว
ขอพักคือการพัก
 
การจ้างบริษัทที่เป็นมืออาชีพมาขนย้ายของนี่
ราคาก็ไม่ได้แพงเว่อร์หนักหนา เมื่อเทียบกับคุณต้องมาจ้าง
รถกระบะหรือสิบล้อมาขนสมบัติคุณก้อกี่พันเข้าไปแล้วละ
 
อันนี้ก้อแพงขึ้นมาอีกนิดหน่อย
แล้วคนพวกนี้เค้าถูกเทรนมาให้แพคของอย่างมืออาชีพ
ดูวิธีทำงานแล้ว เจ๋งหวะ ถ้าเราทำเองสงสัยสามวันแปดวัน
ไม่จบไม่สิ้น
 
อันนี้มาถึงจัดการกางกล่องกระดาษ (เราต้องแจ้งเค้าไปว่า
สมบัติเรามีอะไรบ้าง โต๊ะตู้เตียงอะไรก้อว่ากันไป คิดว่าจะใช้ลังยังไงก้อบอกเค้าไป)
แล้วเค้าก้อจัดการยกของลงห่อ แยกเตียงแบกตู้ ไม่นานก็เรียบร้อย
 
แต่เราตื่นตกใจกับสภาพใต้เตียงมากๆ
เหมือนมีกองขี้ฝุ่นขนาดมหึมาไซส์ประมาณเฮอริเคนแปดลูกกองอยู่
อ๊ายอายคนมาขนของ พยายามตลกบอกว่าของน้องชายค่ะไปแทน
 
สรุปแล้วเราก็ออกเดินทางจากบ้าน จากห้องนอนที่นอนมาแต่เด็ก
ต่อไปทั่นแม่จะทุบผนังทิ้ง ให้น้องชายมีห้องนอนใหญ่ๆอย่างที่มันอยากได้
แล้วก้อทำห้องน้ำใหม่ สนุกสนานกันใหญ่ไป
 
ไปถึงบ้านน้องโม ก็ลงมารอเค้าจัดการขนของลง
ช่วงนี้สงสารเค้ามาก ที่จะต้องคอยฟังว่าสมบัติเราชิ้นนี้อยู่ชั้นสอง
หรือชั้นสาม...ฮุฮุ...
 
วันรุ่งขึ้น หลังจากคืนแรกนอนพัดลมไปก่อน
เราก็เตรียมรับสมบัติที่ไปสั่งๆไว้เต็มไปหมด
 
เริ่มปรับปรุงบ้านไปเรื่อยๆ
อะไรไม่สำคัญ เราก็ทำก่อน
ไอ้ที่มันสำคัญ เอาไว้ทำทีหลัง
 
ใครบอกว่าต้องแต่งบ้านให้เสร็จก่อน
แล้วค่อยย้ายเข้าอยู่
 
แต่กรณีดิชั้น เวลาพักร้อนน้อยขนาดนี้
ใครจะไปรอวะคะ เข้าอยู่เลยละกัน ลูกทุ่งดี....
 
เท่าที่อยู่มา
โครงการนี้เค้าก้อเหมือนโครงการบ้านจัดสรรทั่วๆไป
คือ เมื่อโอนแล้ว ก้อรอแหงกไปสิกว่าเซลล์จะมาสนใจ
 
แต่ก่อนโอน มาจิกซะเยี่ยงลูกทาสลูกชะนีน้อยหอยสังข์
 
ปัญหาที่ดิชั้นพบเจอ ก็เรื่องเดิมๆ
ที่ต้องตามเก็บงาน บอกว่าจะมา ก็ไม่มา ก้อจะรอดูว่าจะมาไหม
 
ไอ้ที่ต้องทำเพิ่มและดิชั้นปวดตับมาจนบัดนี้คือ
ทำไม ทำไม ทำไม และทำไม ต้องเอาประเก็นส้วมดิชั้นออกไปด้วย
แล้วถ้ายาแนวส้วมไว้เฉยๆ มันก็เหม็นสิคะพี่น้อง
 
ตอนนั้นเราก็งงๆอยู่ ไม่รู้ว่าตัวนั้นคือประเก็น
มารับรู้ตอนหลังคือตอนนี้ ทำไงละนี่..เฮ้อ
 
ส่วนอาบน้ำที่เป็นกระจก ก็ยาแนวไว้ประสาอะไรไม่ทราบ
อาบน้ำแล้วน้ำมันกระเด็นออกไปเจ่งนองอยู่ข้างส้วมที่ไม่ระบาย
ไม่รู้ว่ายังงี้แล้วจะกั้นกระจกทำไม... เสียดายตังเปล่าๆ...
 
ห้องน้ำเหม็น กว่าจะมาแก้ ก็เกือบหมดพักร้อน
ได้อยู่ดมห้องน้ำหอมแค่วันเดียวก็ต้องกลับมาแล้ว
 
แต่รวมๆแล้ว มีความสุขจังเลยที่ได้อยู่บ้านตัวเอง
สนุกมากกับการออกไปเดินโฮมโปร เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ
เอาท์เลทเฟอร์นิเจอร์ ไปอำเภอย้ายที่อยู่แจ้งเป็นเจ้าบ้าน
ไปเมืองทองซื้อผ้าม่านแพศยามาติดเอง
ช้อปปิ้งโต๊ะกินข้าว OGGI กุบกิบ ....
เดินโฮมโปรจนจำหน้าพนักงานได้หมดแล้ว เดินทุกวัน
มันต้องมีอะไรให้ไปซื้อเรื่อยสิน่า...
 
อยากไปดูเฟอร์นิเจอร์ยี่ห้อ OGGI เพราะมันเซลล์
ก็ไปถึงช้าไปนิด เพราะว่าเค้าลดมาระยะนึงแล้ว
ไปถึงมันเหลืออยู่ไม่เท่าไหร่ (แปลว่าประมาณสองตัว)
คือโต๊ะกินข้าวที่เราเอามา แต่เก้าอี้ยาวที่อยากได้มันขายไปแล้ว
ต้องสั่งทำใหม่ ... แต่ชอบจังเลย โต๊ะยี่ห้อนี่ น่ารักมาก ...
 
อยากทาสีบ้าน เพราะแพ้บ้านสีขาว
เวลาเค้ายกของไปมากระแทกแล้วมันดำ บาดใจ
 
น้องโซฟาแดงที่นอนสบายมาก
ขึ้นไปนอนอืดมันทุกวัน เปิดพัดลมฮาตาริเย็นๆ
ไม่ต้องพึ่งแอร์เลย
 
น้องระเบียงชั้นสามนอนสบายลมตึง
ออกไปอ่านหนังสือ มองไปบนเพดานเจอน้องจิ้งจก
ที่มันรู้ว่าเรากลัวมัน เพราะพอเรายื่นหน้าออกไปเจอมัน
มันจะชะโงกหน้ามาดู ถ้าเป้นเรา มันจะวิ่งเข้าไปหลบที่อื่นให้ไกลจากเรา
 
จะบ้าตาย จิ้งจกแสนรู้
 
และน้องแมวหลง ชื่อน้องเผือก ที่มากินหมูจากแหนมเนืองบ้านเรา
กลายเป็นคนเลี้ยงแมวไปซะงั้น
ชอบมาร้องเมี๊ยวๆจะเข้าบ้าน แล้วแอบเข้าไปนั่งชมบ้านเราตอนเราเผลอ
 
น้องครัวไม่สมประกอบ แต่เอาไว้เท่านั้นแหละ
ขี้เกียจทำตอนนี้
 
ฮือๆ กลับมาจากพักร้อนไม่อยากบินเลย
แต่ต้องสู้ทน อยากกลับบ้านหาน้องโมมมมมมมมมมมม
 
คิดถึงบ้านจังงะ....
 
 
July 06

อัพเดตเรื่องน้องบ้านโม

ครานี้ค่อยใจชื้น ไม่ขึ้นราเป็นเห็ดเพาะชำแถวประจวบอีกต่อไปนะคะพี่น้อง
ได้รับการติดต่อจากทั่นพ่อ ผู้ซึ่งไปทำการตรวจเช็คบ้านเป็นรอบที่
สี่ล้านสามแสนสองหมื่นแปดพัน ว่า
ขณะนี้ ทางโครงการ (เซลล์หรือเปล่าไม่รู้ แต่วิศวกรนี่ชัวร์)
ได้แห่แหนกันมาซ่อมแซมบ้านดิชั้นให้สำเร็จตามแผนที่วางไว้
 
แม้มันจะล่าช้าไปอาทิตย์กว่า
แล้วทำให้ดิชั้นจิตตกอยู่บัดนี้
 
สิ่งที่ให้เค้าทำไปก็ไม่มากไม่มาย
ของดิชั้นสิบกว่ารายการ (ที่น้อยเพราะพยายามไม่มองละเอียด เอาแต่จุดหลักๆ
เนื่องจากไปรวมกับ..)ของบิดาดิชั้นอีก 32 รายการ
 
สรุปแล้ว ยื่นงานไปให้เค้า 4 หน้ากระดาษ A4 อุอุ...
 
จริงๆเราพยายามจะเข้าใจ และยังพูดเล่นกับจ๋าอยู่เลยว่า
การทำบ้านก็เหมือนกับการเป็นแอร์
 
เราไม่สามารถ please ทุกคน (หรือทุกหลัง) ในโครงการได้
บ้านมีสองร้อยกว่าหลังคาเรือน คนทำงานมันก็คงคิดว่า แหม แค่หลังเดียวมันจะอะไรกะหนักกะหนา
ทำไมเรื่องมากจัง
 
ก็เหมือนเรา เป็นอีแอร์
เจอผู้โดยสารเยอะๆ พอคนนึงเริ่มร่ำร้องก่าด่า
ลูกเรือก็จะประนามหยามเหยียดว่าทำไมเรื่องมากจังวะ
ทำตัวเป็นอินเดียนไปได้ อะไรแบบนี้
 
 
เอ.. มันก็ไม่ต่างกันเลยจริงๆแฮะ
 
วิธีคิดง่ายสุดทั้งสองแบบคือ..เอาใจเขามาใส่ใจเรา
นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ดิชั้น (หรือ ตรู หรือข้า หรือสรรพนามที่หยาบกว่านั้นในบางกรณี)
ไม่ได้ไปวีนจั๋งๆสักที
 
ในเมื่อเราเป็นลูกเรือ ก็ต้องคิดว่า ก้อเค้าจ่ายค่าตั๋วมาแพงนิเนอะ
(ทั้งๆที่ในความเป็นจริง การคิดระบบนี้จะเกิดขึ้นได้ หลังจากจบไฟลต์ไปแล้วนานเป็นปี
แล้วเอ เพิ่งนึกออกว่าผู้โดยสั่งน้ำหวะ ลืมเอาไปให้ เค้าจะเกลียดตูไหมเนี่ย.. เกิดขึ้นบ๊อยบ่อย)
 
แต่พอกลายมาเป็นเราเป็นคนซื้อบ้าน
ช่วยไม่ได้ที่เราต้องคิดว่า เย๊ย บ้านชั้น/ดิชั้น/เดี๊ยน/ตรู/ข้า/กระผม ซื้อมาตั้งสี่ล้าน
ทำให้สมราคาหน่อยสิวะคะ (เป็ดดองน้ำผึ้งเอ๊ย).....
 
และ ..มันมักจะอยู่ในโหมดนั้นด้วยอะสิ...
 
ตอนนี้เท่าที่รู้
บ้านเสร็จไปตามคำสั่งแก้ กว่า 60% แล้ว (มั้ง)
แต่ก็รู้ว่าถ้ากลับไป ดูอีก ก็เจออีก แต่จะพยายามปลงแล้ว (หรอ)....
 
อยากจะรู้นักถ้าคนดูไม่เป็นเลยเนี่ย จะทำยังไง
เพราะถ้าถามเรา เราก็ยังดูไม่เป็น ไม่ละเอียด อาศัยว่าพ่อเป็นวิศวกรเอา
ให้คุยเรื่องท่อน้ำอะไรไป ส่วนเราก็ดูเรื่องจุกจิก เช่นเรื่องความเนี้ยบของเนื้องาน
 
 
 
ถ้าถามว่าตอนนี้
ให้กลับไปเริ่มดู้บ้านใหม่เนี่ย แล้วต้องทำเรื่องทั้งหมดทั้งปวงใหม่เนี่ย
จะทำไหม ...(แหงะ คิดก้อเซงแล้ว ไม่ได้ยากนะ แต่ปวดตับ)
 
แต่ตอนนี้ ได้ยินว่าเพื่อนๆที่นี่ เมื่อเจอกระแสความเห่อบ้านของดิชั้นเข้าไป
เกิดกิเลสพุ่งปรี๊ด ความอยากได้ทะยานสูงขึ้นทะลุฟ้า
 
เพื่อนก็ขอนำเสนอ โครงการที่เพื่อนอยากได้เอง (ถ้ายังมีปัญญา)
เอาไว้สักเล็กน้อย ทั้งหมดทั้งปวง เป็นทำเลที่ดิชั้นคุ้นเคย
ถ้าไม่คุ้น ก็ไม่รู้จะไปอยู่เพื่อทำทากดองขายทำไม...จริงไหม
 
- อันนี้โครงการของ SC ASSET ชื่อ วิสต้า ปาร์ค
มีทั้งเป็นทาวน์โฮมสองชั้น สามชั้น และบ้านเดี่ยว บ้านเดี่ยวนี่เค้าใช้ชื่อว่าบางกอก บูเลอวาร์ดมั้ง
ก็สวยดี แต่ตอนนี้ตามันมองแต่ทาวน์โฮม
 
ถ้าไม่ได้ซื้อที่นี่ไป วิสต้าปาร์คก็น่าเอาไว้พิจารณานะคะ
 
ทำเลที่ดูไว้คือ เพชรเกษม 81  (บอกตรงๆว่าอยู่ไหนไม่รู้ แต่เข้าไปดูเวบบอร์ดบ่อยๆแล้วกิเลสพุ่ง)
ใช้ของดูดี (แต่ปลั๊กไฟสวิทซ์ไฟมิฮิโซเท่าของดิชั้นหรอกนะ ฮุฮุ)...
 
เค้ามีทำเลแจ้งวัฒนะด้วยนะ แต่ยังไม่เห็นเลย เพราะมันอยู่ตรงถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ดหนะ
 
- อันนี้แบบราคาย่อมเยา อยู่แถวโชคชัยสี่ หรือลาดพร้าว  71 ชื่อ เดอะ แพลนท์ ซิตี้
แต่อันนี้คาดว่าต้องเช็คบ้านดีๆหน่อย เพราะเป็นของโครงการพฤกษา
ราคาโอเคเลย ในเมือง ราคาล้านกว่าๆไปถึงสองล้านต้นๆ ถ้าได้หลังริมคงโอเค
 
มันเป็นทาวน์โฮมสองชั้น ...อยากไปดูของจริงเหมือนกัน...น่าสน
 
- สิรสา แจ้งวัฒนะ 6 แต่รู้สึกอยู่เกือบดอนเมืองหรือเปล่า
อันนี้บ้านเชยกว่าโมทาวน์ แต่ไม่รุสิ ชอบเหมือนกัน เป็นทาวน์โฮมสามชั้น
สามล้านกว่าๆขึ้นไปเหมือนกัน
 
- โอ้วบ้านเดี่ยวมีที่ ฮาบิเทีย บางใหญ่ (คล้ายฮาบิบทิ อ๊ะเปล่าหว่า)...
เครือแสนสิริ ราคาสามล้านกว่าๆ ไม่เคยไปดูของจริง แต่เค้าว่าอยู่ใกล้เมือง เดินทางสะดวก
ใกล้รถไฟฟ้ากว่าฮาบิเทีย ราชพฤกษ์ ไม่รู้จริงไหม ไปดูกันเองเด้อ....
 
- แลนด์ก้อมีพวกชัยพฤกษ์ อะไรงี้ สามล้านกว่าเหมือนกัน อยู่แถวๆเดียวกันนั่นแหละ
โซนนั้นบ้านเดี่ยวเยอะ ไม่เคยไปดู คิดว่าของจริงคงไปไหนมาไหนโดยปราศจากรถยากบรรลัย
 
ไอ้ตรงข้ามหมู่บ้านดิชั้นก็มี โครงการเดอะรูฟ แต่ไม่แนะนำ ถูกกว่าเยอะก้อจริง
แต่ได้ยินเรื่องปัญหาทางเข้าออก และรถบรรทุกเยอะแยะมากมาย อยู่ไปเดี๋ยวปวดตับ
 
- โอ้ว อันนี้เด็ดมาก ถ้ามีตังเหลืออยากซื้อเก็บไว้เอง
โครงการพราวน์ แจ้งวัฒนะ ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่แม่งซอยบ้านดิชั้นเอง แต่ลึกเข้าไปอีก
ยังสร้างไปไม่ถึงไหน แต่ยอดจองเยอะเชียว
เพราะว่าถูก แถมยังมีเฟอร์นิเจอร์ให้ด้วย
แบบสองห้องนอน ประมาณสองล้านห้าได้มั้ง
 
(แต่ถ้าเป็นเรา ยอมเพิ่มอีกห้าแสน มาซื้อทาวน์โฮมสองชั้นดีกว่าหวะ ไม่ชอบอยุ่คอนโด)
 
- คอนโดอีกอันที่โอเคน่าอยู่ แถมอยู่ในเมืองคือ ไอดีโอ อะไรสักอย่างที่ห้องมันเป็นสองชั้นหงะ
อึดอัดน่าดู แต่น่าอยู่...
 
 
เวบไซค์ดูเรื่องพวกนี้ก็นี่เลย..
prakard.com
home.co.th
pantip.com อะไรแถวนี้
 
แล้วมันก้อลิ้งๆไปเองแหละ... อ่านไปอ่านมาจะติดมาก
จากเมื่อก่อนติดสยามแบรนด์เนม (ทั้งๆที่ไม่ได้ซื้อหรอกนะ แต่ชอบดูคนเอากระเป๋ามาอวด
บางใบดูแล้วรู้สึกว่า จะอวดทำไมเนี่ย...) ตอนนี้มาติดเวบของแต่งบ้านแทน
 
แล้วก็เดินงานเฟอร์ต่างๆ จนจำร้านได้หมดแล้ว
ที่ไม่น่าพลาดเลยคือ งาน BIG ที่มีปีละสองครั้งหนะ... ต้องไป เน้นๆๆ
 
ตอนแรกๆเลย แนะนำให้ลองยื่น pre-approve ดูก่อน
ถ้าบัญชีเมืองไทยมันเดินสะพัด เงินเข้าเงินออกอะไรนี่ จัดไป
ถ้าไม่มี อาจจะต้องมีคนกู้ร่วมนิดนึง หรือว่าให้ใครค้ำ
 
ของเราเป็นทั้งสองกรณี เพราะว่าแบงค์อยากได้คนที่มีที่อยู่เมืองไทย เอาไว้ให้รู้ว่าอีนี่มันซื้อแล้ว
ไม่หนีไปไหนแน่นอน...อิอิ
 
ตอนนี้แนะนำให้ลอง
 
- แบงค์ทหารไทย (แต่ไม่รู้ว่าอาชีพเราๆมันจะช่วยไหม เพราะว่าเคยไปแย๊บๆถาม เค้าบอกว่าไม่น่าผ่าน)
- นครหลวงไทย อันนี้ของเราเอง กู้ได้เยอะ อาจจะเพราะโคกับโครงการ ดอกเบี้ยโอเค ไม่ดีเท่าทหารไทยกับอาคารสงเคราะห์
แต่ก้ดีแล้วในความรู้สึกเรา โปะได้ตั้งแต่เดือนแรก ลดต้นลดดอก ...บลาๆๆ จำบ่ได้แล้ว
- อาคารสงเคราะห์.. อันนี้เคยได้ยินเด็กเอทิฮัดไปยื่นกู้ แต่กว่าจะรู้เรื่อง ส่งเอกสารกันไม่รู้กี่ตลบ
ไอ้เรามันคนแพ้เอกสาร ..ขอเอาแบบง่ายๆชัวร์ๆดีกว่า...แต่ได้อันนี้คงจะดีเรื่องดอกเนอะ...
 
สรุปว่าจะช่วยเพื่อนให้มีบ้านขึ้นอีกไหมเนี่ย ฮ่าๆ .....
 
สรุปว่า วันที่ 9 นี้จะกลับไปอยู่บ้านน้องโมแล้วนะคะ...แฮปปี้มากๆ
เพราะทนที่นี่ไม่ไหวแล้ว
อาการกำเริบทุกสามเดือน ตอนนี้ยิ่งดาว เพราะว่ารู้สึกว่าที่นี่มันกวนตรีน
ไม่เคยให้อะไรตอบแทนลูกเรือเท่าไหร่ (ไม่เกี่ยวกับสภาพการเงินเศรษฐกิจใดใด)
เกี่ยวกับกำลังใจในการทำงานมากกว่า ชิส์ เซ็งเป็ด
 
ทำให้เค้าเซ็ง เค้าก็ไม่มีอารมณ์ไปนั่งจับทากกินตามที่ต่างๆ
แล้วมาเม้าอีกหรอกนะ เช้อ....
 
หงืดหงาด....กลับบ้านดีกั่ว คิดถึงน้องโมจังเลย
 
เห่อว้อย เห่อ ...เพื่อนๆไปเยี่ยมหนูด้วยนะคะ
บ้านไม่มีอะไรรับรองหรอก แต่อยากให้มา ...จุ๊บส์ๆ
July 02

ลอนดอนเร่าร้อน

อู้วววววววววว
เพิ่งกลับจากลอนดอนแบบ back-to-back คับพี่น้อง...
 
แต่วันนี้ จารึกไว้ว่ามันคือการเริ่มศักราชใหม่ของเอทิฮัด
เรามี cabin senior อย่างเป็นทางการแล้ว
 
ไฟลต์ลอนดอนของเราประเดิมด้วย "ไอ้บี"
 
เพื่อนๆร่วมไฟลต์ถามว่าทำไมไม่สมัครบ้าง
เราได้แต่ตอบว่าขอดูสภาพเพื่อนวันนี้ก่อน
 
เมื่อจบวัน ก็ได้ข้อสรุปครั้งที่ล้านว่า ไม่ต้องเป็นหรอก ถ้าอยากอยู่นานๆ
 
ปวดตับเปล่าๆ.. สงสารมัน วิ่งขึ้นวิ่งลง วิ่งเข้าวิ่งออก หานู่นหานี่
วิ่งทั่วลำ...
 
แลนด์ที่ลอนดอน จากที่ตอนแรกบีบอกว่าจะไปช้อปปิ้ง
มันถึงกับเปลี่ยนใจ... บอกว่ากูนอนอยู่โรงแรมดีกว่า
เราเลยกินข้าวกับ พร้อมปรับทุกข์กับเด็ก FA ที่ท้าทายสติปัญญาเกินไป
แต่เท่าที่เจอยังรู้สึกว่ายังเป็นเคสซอฟๆ ไม่หนักหนามาก
แต่ก็ทำเอาเราสติเสียได้นะ
 
เราไปถึงลอนดอนตอนบ่ายๆ
กะว่านอนสวยๆสักห้าหกโมงเย็น เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นตีห้ากว่าๆ
 
โช๊ะ
 
หลับไปอย่างสงบ
 
 
ตีหนึ่งกว่า
 
ได้ยินเสียงหวอออออออออ
 
งัวเงียตื่นขึ้นมาว่า เฮ้ย ตุอยู่ไหนเนี่ย
 
เฮ้ย ได้เวลาตื่นแล้วหรอ
 
เฮ้ย มันคืออะไรวะ
 
เฮ่ย แล้วต้องทำไงต่ออะเนี่ย
 
 
เอาวะ โทไปหาไอ้บี
 
แล้วไอ้บีโทกลับมากรี๊ดบอกวว่าเมิง ชาวบ้านเค้าอพยพกันหมดแล้ว ออกมา
 
ช่วงนั้น กะลังมึนๆงงๆ เคยเป็นไหมคะ กำลังหลับๆได้ที่เลย
 
คว้าได้แค่มือถือ กับคีย์การ์ด
 
เปิดประตูห้องออกมาเจอลูกเรืออินโด มันออกมมาทั้งชุดนอนสายเดี่ยวบางหวิว
 
เราก็บอกมันว่าไปเร็วยู ลงไปได้แล้ว
ทีนี้วิ่งพล่านกว่าเราอีก
 
โวยวายว่า คีย์การ์ดชั้น ๆๆๆๆ
 
ตูจะบ้า
 
ไอ้บีมาพร้อมกว่านั้น ชีมาทั้งกระเป๋าลูกเรือเลย
 
แต่เราเหรอ ลงมาทั้งชุดนอนน้องแกะสีเหลือง พร้อมรองเท้าเคบิน เพราะไม่มีสลิปเปอร์
 
แต่ยังไงก็ยังดีกว่าน้องอินโดแหละนะ
 
ลงมาเจอผู้คนมากมาย เพิ่งรู้ว่าโรงแรมนี้แขกเยอะขนาดนี้
ดีว่ามันแค่สี่ชั้น
ไม่งั้นตายแน่
 
ลงมาเจอลูกเรือคนอื่นๆในไฟลต์ พร้อมลูกเรือสายการบินอื่นๆ
รู้ได้ยังไงอะเหรอคะ
 
ก็มันถือกระเป๋าลูกเรือลงมาเหมือนกันนะสิ...
 
 
แล้วก้อตาฝรั่งคนนึง ไม่รู้รีบหรืออะไร
ฮีลงมาแบบ คลุมตัวด้วยผ้าปูเตียงอะ
 
สงสัยไม่ทัน
 
สรุปกว่าจะได้กลับไปนอนก้อตีสองกว่า
 
กว่าจะหลับปาไปตีสามกว่า
 
ตีห้าสี่สิบห้า นาฬิกาปลุกดัง
 
เมี่ยงกรอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
 
ชีวิต...
 
 
ลงมาแบบศพๆ พูดจาไม่รุ้เรื่อง
 
แถมโดนยึดลิปกรอสไปด้วย เพราะว่าลืมเอาไปใส่ถุงพลาสติก
 
เมี่ยงกรอบสองโลลลลลลลลลลลลลลลลลลล
 
 
 
 
พูดจาไม่รู้เรื่องมาตลอดเวลาทั้งไฟลต์